วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

การตลาดบอกต่อ (Referral Marketing)

ธุรกิจค้าปลีก
แบบการตลาดบอกต่อ
(Referral Marketing)

จุดเล็กๆของการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่
นักขายรถยนต์ที่มีชื่อปรากฏอยู่ในกินเนสส์บุคส์เวิลด์ออฟเรคคอร์ดอย่าง โจ จิราด (Joe Girard) ได้กล่าวไว้ว่า การที่เขาสามารถขายได้เป็นอันดับหนึ่งในอเมริกาหลายปีติดต่อกันจนหนังสือกินเนสส์บุคส์ได้จัดอันดับให้เขาเป็นพนักงานขายรถที่ขายได้มากที่สุดในโลกนั้น กลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญที่เขาได้ใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ คือ “การให้ลูกค้าหรือคนที่เขารู้จักนั้น “บอกต่อ” เกี่ยวกับตัวเขาหรือรถยนต์ที่เขาขาย”

ความเงียบที่ทรงพลัง
ในบ้านเราการให้ความสำคัญต่อ “การบอกต่อ” นั้นเริ่มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัญหาหนึ่งของการบอกต่อคือ เราจะวัดจำนวนของการบอกต่อได้อย่างไร บางคนก็กล่าวว่าการบอกต่อนั้นมีอัตราส่วน 1:10 คือ ลูกค้า 1 คนจะบอกต่อไปยังคนอื่นๆ อีก 10 คน ส่วนบางตำราก็ว่า 1:20 แม้กระทั่ง 1:150 ในกรณีของโจ จิราด โจเชื่อว่าลูกค้า 1 คนจะบอกต่อไปยังลูกค้าอื่นๆ อีกถึง 150 ตัวเลขที่เขาได้มานั้นมาจากการสังเกตุของเขาเอง

ตัวอย่างจริง ของการ “บอกต่อ”
ปรากฏการณ์ของคุณป้าชาวอังกฤษ วัย 47 ซูซาน บอย (Susan Boyle) ก็ช่วยตอกย้ำถึงอำนาจของการบอกต่อผ่านออนไลน์ ว่ามันยิ่งใหญ่อย่างที่ใครๆ หลายคนคาดไม่ถึง... ป้า Susan กลายเป็นคนดังระดับโลกในชั่วสัปดาห์เดียว เพราะวิดีโอการประกวดร้องเพลงที่เธอเข้าร่วม ในรายการ Britain's Got Talent ในเพลง I dreamed a dream ถูกนำขึ้นให้ได้ฟังกัน ผ่าน www.youtube.com

การตลาดบอกต่อ คืออะไร
ระบบการแนะนำบอกต่อปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจกันไปแล้ว ซึ่งเรียกว่า
Referral Marketing (การแนะนำต่อ) หรือ Buzz Marketing ในต่างประเทศมีองค์กรหลายแห่งได้ใช้การบอกต่ออย่างเป็นรูปแบบในการเพิ่มยอดขายและขยายงานของบริษัทของพวกเขาและมีกระบวนการทำงานกันอย่างเป็นระบบ หรือ เป็นการจับธุรกิจ 2 ธุรกิจที่เอื้อกันมาให้เจอกันเป็นคู่พันธมิตร

หลักการทำงานของการตลาดบอกต่อ
หลักการธรรมชาติ คือหลักแห่งการทำงานของเรา โดยแยกขั้นตอนให้เห็นชัดเจน ได้ดังนี้
o จุดเริ่มต้น จะดีมากเลย หากเราสามารถรู้ได้ว่า ลูกค้าที่เราจะพบนั้น มาจากแหล่งไหน หรือได้รับการแนะนำบอกต่อจากใคร และดูว่า ลูกค้าคนนี้ เป็นลูกค้าชั้นดี หรือมีสังคมแบบไหน เพื่อที่เราจะได้ต่อยอด เพราะการได้ลูกค้าชั้นดีจะได้ต่อไปเรื่อย ๆต่อเนื่อง
o การทำงานเป็นธรรมชาติ เดินตามขั้นตอน
1. สร้างความสัมพันธ์ในสังคมของเราด้วยมิตรไมตรี (Friendly Relationship) และ แนะนำสิ่งดีๆ (สินค้า) ให้กับเพื่อนใหม่
2. สร้างเครดิตตัวเรา พร้อมๆกับแนะนำสิ่งที่ดีให้กับเพื่อน(ผู้ใช้) และ สำหรับนักธุรกิจให้ใช้เทคนิค Speed UP คือเชิญเพื่อนนักธุรกิจ 2คนสมัครสมาชิกเพื่อสานธุรกิจร่วมกัน ในรายการ MGM (Member Get Member Campaign)
3. MGM จะเปลี่ยนเพื่อนให้เป็นทั้ง ผู้ให้ (แนะนำสิ่งดีๆ)และผู้รับ(ผลกำไร) อันนำไปสู่ สังคมแห่งสัมพันธภาพที่ดี(Social Relationship)
o การแนะนำบอกต่อ ของเราในลักษณะนี้ ถือเป็นการ refer แบบ ไม่ได้มีรูปแบบอะไร การแนะนำต่อ(Refer) คือการสร้างลูกค้าใหม่ให้เพื่อน ส่วนใหญ่จะไม่เน้นที่ผลตอบแทน หรือ ถือว่าผลตอบแทนที่ได้เป็นค่าขนม โดยมาก 90% จะเป็นการทำเพราะเห็นฝีมือตัวเอง ทำแล้วมันส์มากกว่า การได้สิ่งตอบแทน (เหมือนแนะให้ลองไปชิมร้านอร่อย)

การเลือกสื่อสารออนไลน์หรือ ออฟไลน์


การเลือกสื่อสารออนไลน์หรือ ออฟไลน์ จะต้องเข้าใจผู้บริโภค รู้จักผลิตภัณฑ์ และศึกษาสิ่งแวดล้อมทางสังคม


การสื่อสารถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำ การตลาดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในวงกว้าง ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สื่อสารมวลชนแขนงต่าง ๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ทางการตลาดมีความเข้มข้นและแข่งขันกันรุนแรง การลงทุนซื้อสื่อมักถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดี
เพราะสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว กับผู้บริโภคยุคนี้ก็คือ การมีโอกาสติดตามข่าวสารข้อมูลต่างๆจากสื่อได้รวดเร็ว ทันที เชื่อหรือไม่ว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ต่าง ๆ นั้นมีโอกาสถูกยัดเยียดข้อมูลต่าง ๆ ทั้งที่ไม่จำเป็นและจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นมาแล้วเปิดโทรศัพท์มือถือ และวิทยุหรือโทรทัศน์ ผู้บริโภคก็สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่นำเสนอผ่านสื่อเหล่านั้น การเดินทางไปเรียนหรือทำงานก็ถูกยัดเยียดให้มองเห็นป้ายโฆษณาทั้งบนรถประจำทาง ป้ายโฆษณาข้างทาง ฯลฯ หรือแม้แต่ยู่ในลิฟขณะนั่งทำงานอยู่ ก็มีโอกาสรับรู้ข่าวสารจากคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

ดังนั้นผู้ประกอบการที่คิดจะลงทุนกับสื่อต่าง ๆ จะต้องคิดให้รอบคอบว่าช่องทางใดจะเหมาะสมและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป อย่างที่กล่าวในข้างต้นว่า การแสวงหาโอกาสเพื่อทำการตลาดในโลกพหุวัฒนธรรม จำเป็นต้องศึกษาถึงอิทธิพลของสื่อต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีรวมทั้งวัฒนธรรมของผู้บริโภคแต่ละท้องถิ่น มิเช่นนั้นการในการสื่อสารหรือเพื่อทำโฆษณาอาจไม่ได้ผลตามที่ตั้งไว้
การสื่อสารการตลาดกับสื่อใดจึงจะคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะระหว่างสื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์ แน่นอนที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายท่านได้รลองผิดลองถูกกับการสื่อสารการตลาดเหล่านี้กัยมาแล้ว คุ้มบ้างไม่คุ้มบ้าง

และสิ่งสำคัญที่สุด ที่เป็นเรื่องพื้นฐานก็คือ การสื่อสารการตลาดจะได้ผล ต้องศึกษาและเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี เพื่อจะได้ทราบว่าลูกค้าของตนเองนั้นเป็นใคร ต้องการอะไร มีวัฒนธรรมแบบไหน คือไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร บริโภคแบบไหน ฯลฯ
การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มเป้าหมาย และการสร้างแบรนด์ที่ได้ผลก็คือการลงทุนกับการสื่อสารการตลาดในทุกช่องทาง(Multi approach) เพื่อให้ผ่านหูผ่านตาผู้บริโภคให้มากที่สุด หรือ ในขณะที่บางผลิตภัณฑ์ (ชั้นนำ) ไม่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ แต่ก็ต้องคิดต่อว่าจะต้องสื่อสารอย่างไรเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายนั้นมีโอกาสได้รับรู้ข่าวสาร ความเป็นมา จุดเด่นและคุณประโยชน์และ คุณลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ได้จากการบริโภค ฯลฯ

หากต้องการหาช่องทางใหม่ ๆ ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน และโดนใจมากขึ้น จะต้องลงทุนกับสื่อประเภทใด เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้า รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางสังคม เรามี3สื่อทางเลือกที่มาแรงแบบไม่หยุด ได้แก่

สื่อออนไลน์ สื่อสมัยใหม่ ที่ถูกพูดถึงมากในช่วงที่ผ่านมา จนเกิดกระแสการทำงานบนอินเตอร์เน็ต ที่เป็นเมล์ขยะ! น่าเบื่อ ที่เราได้รับกันอย่ ทุกวี่ทุกวัน เนื่องจากการสร้างการรับรู้จากสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นการลงทุนเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายของสื่อออฟไลน์แล้ว ถือว่ายังคุ้มค่า

สื่อออนโมบาย เครื่องมือสื่อสารที่ผู้บริโภคนิยมมากที่สุดก็คือโทรศัพท์มือถือ ข้อเท็จจริงบางประการก็คือ อีเมลขยะ นั้นเราลบทิ้งทันที่ แต่SMS เราเปิดดูก่อนเสมอ

สื่อบุคคล แบบแนะนำต่อ ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ก็คือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นข้าราชการ หรือ ชาวสวนไม่นิยมสื่ออินเตอร์เน็ต, ใช้โทรศัพท์มือถือแค่การสนทนาเท่านั้น และมองเห็นว่านิตยสารที่วางขายอยู่ในแผงหนังสือนั้นข้อมูลล่าช้า,เก่ากว่าข่าวสารทางโทรทัศน์ นั่นหมายความว่าต่อจากนี้ไปสื่อทางเลือกที่สำคัญในกรณีคือ สื่อบุคคล ซึ่งยังมาแรงอย่างแน่นอน

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จะบุกตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายจะต้องใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่โดนใจลูกค้า แม้ว่าจะมีเว็บเพจอยู่แล้วก็ต้องมาสำรวจดูว่าทันสมัยและข่าวสารข้อมูลน่าติดตามหรือไม่ อย่าลืมว่าทุกวันนี้มีเว็บไซต์จำนวนมากในโลกไซเบอร์ หากต้องการประสบความสำเร็จในการสื่อสารแบบออนไลน์จะต้องทำอย่างไรบ้าง ที่สำคัญการสื่อสารการตลาดไม่ได้จบแค่มีเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังมีการทำการตลาดกับโซเชียล เน็ตเวิร์ค ที่กลุ่มเป้าหมายนิยม ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงทุนเช่นกัน

การตลาดออนไลน์เป็นการสื่อสารราคาประหยัดและสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ตลอดเวลา แต่ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทุกกรณี ผู้ประกอบการต้องเข้าใจลูกค้าของตนเองว่า บริโภคสื่อประเภทไหน สำหรับประเทศไทย การขายสินค้าและบริการสำหรับกลุ่มผู้บริโภคบางกลุ่มจำเป็นต้องเลือกสื่อสารแบบออฟไลน์อยู่ดี

สุดท้ายขอฝากข้อคิดว่าจะเลือกสื่อสารออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ จะต้องเข้าใจผู้บริโภค รู้จักผลิตภัณฑ์ และศึกษาสิ่งแวดล้อมทางสังคม เพียงเท่านี้ก็จะทำให้การสื่อสารได้ผลแน่นอน


บทความโดย Captain Regencysoda